ฉีดวัคซีนเด็ก เรื่องใหญ่ลงทุนเท่าไหร่ ก็ต้องยอม

15580
แบ่งปัน

สำหรับเรื่องของการ ฉีดวัคซีนเด็ก นั้น เป็นเรื่องใหญ่ ที่ พ่อแม่ หลายๆ คนคน ยังมองข้าม และมองว่า เป็นการฟุ่มเฟือย และหมดเงิน หมดทอง ไปโดยใช่เหตุ บางโรค ใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับ ลูก ของเราได้ซะที่ไหน แต่เอาเข้าจริงๆ ลองศึกษา ดูให้ดีๆ แล้วจะเห็นว่า วัคซีนเด็ก นั้น เป็นเรื่องจำเป็นมากๆ สำหรับ ลูก จริงอยู่ค่ะ ที่ราคา ของ แพคเกจวัคซีนเด็ก หลายๆ โรงพยาบาลนั้น แพงเอาเสียมากๆ จนแทบจะลมใส่ เห็นราคาแล้ว ยังสงสัยว่า ทำไมมันต้องแพงขนาดนั้น ลงทุนดีมั้ยเนี่ย อย่างเช่น วัคซีน ป้องกันโรคไอพีดี (IPD) และปอดบวม ที่ควรจะฉีด ให้กับ เด็ก2เดือน ขึ้นไป ซึ่งราคาของมัน ก็แรงเอาเรื่อง 8,000 – 12,000 บาท เลยทีเดียว โดยความแตกต่างของราคา ก็เป็นไปตาม ชนิดของวัคซีน ที่จะนำมาฉีด และสถานพยาบาล ที่ให้บริการ เอกชน ก็แพงหน่อย รัฐบาล ก็ถูกลงมาหน่อย ซึ่งจะถูกลงมาก็ราวๆ 500 – 800 บาท ไม่ได้ถูกกว่าเยอะแยะ

รายละเอียด แพคเกจวัคซีนเด็ก สำหรับ ลูกน้อย อายุ 1 – 12 เดือน

สำหรับแพคเกจวัคซีนเด็ก ดังกล่าวนี้ จะอยู่ราวๆ 5,000 บาท สำหรับตัวยาที่มีเกรดดี มาจากเมืองนอก เด็ก จะมีอาการแพ้น้อย หรืออาจจะไม่แพ้เลย

  • อายุ 1 เดือน – วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เข็มที่ 2
  • อายุ 2 เดือน – วัคซีนป้องกันคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เข็มที่ 1
  • อายุ 4 เดือน – วัคซีนป้องกันคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เข็มที่ 2
  • อายุ 6 เดือน – วัคซีนป้องกันคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เข็มที่ 3
  • อายุ 9 เดือน – วัคซีนป้องกันหัด หัดเยอรมัน คางทูม
  • อายุ 12 เดือน – วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ เข็มที่ 1
คุณแม่ต้องรู้  โรคมือเท้าปาก คืออะไร อันตรายกับ ลูก แค่ไหน

ฉีดวัคซีนเด็ก ราคาเท่าไหร่

แพคเกจวัคซีนเด็ก สำหรับ ลูกน้อย อายุ 1 – 2 ขวบ

สำหรับแพคเกจดังกล่าวนี้ จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ราวๆ 3,500 บาท สำหรับยาที่เป็นยานอก เกรดดี

  • อายุ 12 เดือน – วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส เข็มที่ 1
  • อายุ 18 เดือน – วัคซีนป้องกันคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ
  • อายุ  2 ขวบ – วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ เข็มที่ 2, วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ เข็มที่ 1, วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ เข็มที่ 2 (ห่างจากเข็มแรก 6 เดือน)

เห็นราคาแล้ว เป็นไงคะ แพงมั้ย แต่ถ้าถามความคุ้มค่า แล้วมันคุ้มมั้ย เพราะฉีดไป ลูก ของเรา ก็อาจจะไม่ได้ไปเจอกับ ความเสี่ยง ที่จะติดเชื้อเหล่านี้ ได้อยู่แล้ว ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับว่า พ่อแม่ แต่ละคน จะคิดยังไง ถามว่า จำเป็นมั้ย กับการ ฉีดวัคซีนเด็ก ป้องกันไอพีดี ตัวนี้ คำตอบคือ ไม่จำเป็นค่ะ มันถูกจัดให้เป็น วัคซีน ตัวเลือกอยู่แล้ว ที่ พ่อแม่ จะเลือกฉีดให้ลูกหรือไม่ แต่ก็มีประโยชน์ เวลาที่ ลูก เข้าไปเรียน อนุบาล หรือ สถานรับเลี้ยงเด็ก ที่มี เด็ก อยู่ร่วมกันเยอะๆ ซึ่งอาจมีความเสี่ยง ที่จะทำให้ ลูก ติดเชื้อได้โดยง่าย แต่ถ้าฉีดวัคซีนไปแล้ว ก็จะไม่เป็น หรือถ้าเป็น ก็เป็นน้อยมาก อาจจะแค่เป็นไข้นิดหน่อย ก็เท่านั้น

พูดถึง แพคเกจวัคซีนเด็ก ก็จะเข้าเรื่อง การดูแลทารกแรกเกิด สักหน่อย เพราะทันทีที่ เด็ก คลอดออกมา หรือ เด็กเกิดใหม่ นั้น ทาง โรงพยาบาล ก็จะทำการ ฉีดวัคซีนเด็ก ป้องกัน ไวรัสตับอักเสบบี เข็มที่ 1  และ วัคซีน บีซีจี ป้องกันวัณโรค มาให้อยู่แล้ว ที่เหลือ ก็จะเป็น วัคซีนเด็ก ตามที่เคย ได้กล่าวไปแล้ว ในบทความก่อนหน้านี้ ย้อนกลับไปดูได้  วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี นี่สำคัญมากๆ เลยนะคะ จำเป็นมากๆ ค่ะ ที่ต้องให้ลูก ฉีดให้ครบ 4 ครั้ง จะช่วยป้องกันลูก และสร้างอนาคตที่ดี ให้กับเค้ามากๆ เลยค่ะ

คุณแม่ต้องรู้  วิธีการเลือกเพศลูก ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งแพทย์

สำหรับ แพคเกจวัคซีนเด็ก ที่เคยกล่าวไปถึงก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับ อายุของเด็ก ในแต่ละช่วง ว่าควรจะ ฉีดตอนไหน รวมถึง ราคาโดยประมาณแล้ว ดิฉันก็อยากจะแนะนำ ในเรื่องของการ เลือกโรงพยาบาล ที่จะพา ลูก ไปฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญนะคะ จะมาเลือก โรงพยาบาลรัฐ เพื่อฉีดวัคซีน แต่พอไม่พอใจ จะย้ายไปเอกชน อันนี้จะลำบากนะคะ นอกจากจะขาดทุนแล้ว ตัวยาที่ใช้ อาจจะไม่ตรงกัน และไม่ต่อเนื่องอีกด้วย ดังนั้น การเลือกโรงพยาบาลที่ถูกใจ มีคุณภาพ ตั้งแต่ต้น จึงเป็นเรื่องสำคัญ

สำหรับดิฉัน เลือกโรงพยาบาลเอกชนค่ะ แม้ว่า น้องเนปจูน จะสามารถใช้ สิทธิเบิกจ่ายตรง ของทางราชการได้ แต่ก็ต้องไปฉีดที่ โรงพยาบาลรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งนอกจากจะเสียเวลา ในการนั่งรอคิวนานๆ แล้ว ตัวยาที่ทางกระทรวงสาธารณสุข อนุมัติให้ทางโรงพยาบาลใช้ สำหรับสิทธิที่เบิกได้นั้น เป็นตัวยา ที่เรียกได้ว่า เกรดธรรมดา หรือพื้นๆ ผลก็คือ เด็กมีโอกาสแพ้สูง ซึ่งจะทำให้เป็นไข้ ไม่สบายตัว เรียกง่ายๆ ว่า จะโยเย งอแง พ่อแม่ ไม่ได้หลับได้นอนกันล่ะ แต่ทางโรงพยาบาลรัฐบาล เค้าก็มีตัวเลือกให้ ว่าถ้า พ่อแม่ สามารถจ่ายเงินสดได้ โดยไม่เบิกสิทธิใดๆ ก็จะมีตัวยา เกรดดี แบบที่ฉีดแล้ว ลูกจะไม่แพ้ ไม่เป็นไข้ หรือเป็นก็น้อยมากๆ เรียกว่า วัคซีนเด็ก เกรดดีเลยว่างั้น แต่ราคาก็จะพอๆ กับ แพคเกจวัคซีน ของโรงพยาบาลเอกชน ดังนั้นดิฉัน เลยตัดสินใจเลือกมาฉีดวัคซีน ที่โรงพยาบาลเอกชนดีกว่า

เนื่องจาก เด็ก1เดือน หรือ เด็ก2เดือน นั้น ยังอ่อนแอมากๆ การที่จะให้ ลูก เราไปนั่งรอ นานๆ รวมกับสภาพแวดล้อม ของโรงพยาบาลรัฐบาล ที่มีเด็ก มารอหาหมอกันเยอะๆ เด็กๆ ที่ไม่สบาย ซึ่งไม่ใช่แค่ เด็กเล็ก หรือ เด็กเกิดใหม่ แต่เป็นเด็กโตด้วย จามบ้าง ไอบ้าง เชื้อโรค ที่สามารถแพร่ได้ทางอากาศ ก็มีโอกาส จะมาเข้าที่ลูกเราได้ คิดได้เช่นนั้น เลยตัดสินใจเลือก มาที่โรงพยาบาลเอกชนดีกว่า ไหนก็จะเสียเงินแล้ว ก็เอาแพงกว่าอีกแค่ 500 – 700 บาท แต่สภาพแวดล้อมดีกว่า ไม่ต้องรอนาน บริการดี คุ้มกว่าค่ะ แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ คิดไม่ผิดเลยทีเดียว รอไม่นาน บริการก็ดี พ่อแม่ ทุกท่าน ก็ลองเอาไปพิจารณาดูนะคะ อันนี้ เล่าจากประสบการณ์ตรงค่ะ แต่แนะนำว่า ให้หาข้อมูลก่อนนะคะ ว่าแต่ละโรงพยาบาล (เอกชน) มีราคา และชนิด หรือรายละเอียด ของวัคซีน เป็นอย่างไร เค้าจะมีรายละเอียด เป็นเอกสาร มาให้ดูค่ะ ไม่บังคับ ดิฉันได้นำมาเปรียบเทียบหมดแล้ว ทั้งของจุฬา ศิริราช และโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ละแวกบ้าน ดูชื่อและชนิดของวัคซีนแล้ว เป็นแบบเกรดเอ ราคาพอๆ กัน ไม่ต่างกันมาก ก็เลยเลือกโรงพยาบาลเอกชนค่ะ

คุณแม่ต้องรู้  เลี้ยงลูก 3 เดือนแรก หลังคลอด ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ถ้าคุณแม่มีความเข้าใจ

แพคเกจวัคซีนเด็ก ราคา

อีกนิดนึง เกี่ยวกับ วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส ซึ่งจะเริ่มฉีดให้ลูกได้ ตอนอายุ 1 ขวบขึ้นไปนั้น อันนี้ ดิฉันก็เพิ่งจะทราบว่ามี ยอมรับเลยค่ะ ว่าไม่รู้จริงๆ สมัยเด็กๆ ก็ไม่เคยรู้ ว่ามีวัคซีนแบบนี้ ถ้ารู้ ก็คงไม่ปล่อยให้ตัวลาย เพราะแผลเป็นจากอีสุกอีใส อีกแน่ๆ วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส นี้ ก็เป็นอีกตัวหนึ่ง ที่ พ่อแม่ หลายคนมากๆ มองข้าม เพราะคิดว่า เป็นก็ไม่เป็นไร เป็นเรื่องปกติ แต่เรื่องหนึ่ง ที่ พ่อแม่ หลายๆ คนเหล่านั้น ไม่ทราบก็คือ อีสุกอีใส เป็นต้นกำเนิด ของ โรคงูสวัด แปลว่า ถ้าไม่เคยเป็น อีสุกอีใส มาก่อน ทำยังไงก็ไม่มีทางเป็น โรคงูสวัด ได้ เพราะเมื่อเป็น อีสุกอีใส แล้ว ก็คือติดเชื้อ และมีเชื้อนั้น อยู่ในร่างกาย รอวันที่ร่างกายอ่อนแอ และแผลงฤทธิ์ออกมาเป็น โรคงูสวัด นั่นเอง ดังนั้นหันมา ฉีดวัคซีนเด็ก ป้องกันโรคอีสุกอีใส กันเถอะค่ะ วัคซีนเดียว ป้องกันโรคอีสุกอีใส และป้องกันการเป็น โรคงูสวัด ให้กับลูกได้อีกด้วย ร่ายมายาวแล้ว พอแค่นี้ก่อนนะคะ แล้วจะมาเล่าสาระดีๆ จากประสบการณ์ แม่มือใหม่ ให้ฟังค่ะ