ข้อควรระวังในการใช้ ยาฆ่าเชื้อ ในเด็กเล็ก ระวังจะดื้อยาจนต้องนอน รพ.

18856
แบ่งปัน

เรื่องข้อควรระวัง เกี่ยวกับการใช้ ยาฆ่าเชื้อ นี้ เป็นเรื่องที่แอดมินเชื่อว่า คุณพ่อ คุณแม่ ทุกคน น่าจะยังไม่รู้ ( ยกเว้น คุณพ่อ คุณแม่ ที่จบทางด้านเภสัช หรือ เป็นหมอเด็ก อันนี้ น่าจะรู้อยู่แล้ว ) เพราะคนทั่วไป จะไม่รู้ และไม่เข้าใจ ในระดับความแรง ของยาอยู่แล้ว ( ก็ไม่ใช่เภสัชกร นี่นา จะไปรู้ได้ยังไง ) แต่ด้วยความที่ น้องเนปจูน ไปหาหมอ รพ.เอกชน มาตั้งแต่แรกเกิด ฉีดวัคซีน ที่นั่นมาโดยตลอด เวลาป่วย ไม่สบาย เป็นอะไร ก็ไปหาที่ รพ.เอกชน ตลอด ยาที่ได้รับมา ก็เป็นยาที่แพง และเชื่อว่า มีคุณภาพดีที่สุดในท้องตลาด ทำให้ พ่อ แม่ อย่างเราๆ เกิดความมั่นใจมากๆ ว่า ลูกของเรา ได้รับการบริการ ที่ดีที่สุด และได้รับตัวยา ที่แพง ( แล้วดี ) ที่สุด โรคภัยไข้เจ็บ ที่ลูกป่วย ไม่สบายอยู่ ก็จะต้องหายแน่นอน เพราะเชื้อโรคเหล่านั้น สู้ยาดีๆ ไม่ได้แน่นอน แต่มาถึงวันนี้ แอดมินเพิ่งจะตาสว่าง เมื่อได้รู้ความจริง เกี่ยวกับ ยาฆ่าเชื้อ หรือ ที่เราเรียกกันว่า ยาแก้อักเสบ ซึ่งเป็นยาประเภท ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่แทรกซึมเข้าไปในร่างกาย เช่น เวลาเป็นโรคหลอดลมอักเสบ หรือ ปอดบวม อะไรประมาณนี้ ว่าจริงๆ แล้ว มันมีผลลัพธ์ที่น่าตกใจ และร้ายแรง กว่าที่เคยเข้าใจเยอะมากๆ แอดมิน จึงอยากเอามาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้เป็นความรู้ และประสบการณ์ จะได้ไม่พลาด เหมือนกับแอดมินค่ะ

ข้อควรระวังในการใช้ ยาฆ่าเชื้อ ในเด็กเล็ก.

ยาฆ่าเชื้อ มีข้อดี และข้อเสีย รวมทั้งระดับความแรง ที่พ่อแม่ ต้องเข้าใจให้มากๆ

แม้ว่า พ่อ แม่ อย่างเรา จะไม่ใช่ เภสัชกร ก็ตาม แต่เราก็ต้องหาความรู้ หรือไม่หยุด ที่จะสนใจ เรื่องยาแต่ละตัว ที่จะให้ลูกกินเข้าไป แม้ว่า ยาที่จ่ายมา จะจ่ายมาจากโรงพยาบาล และเภสัชกรบอกว่า ดี เป็นยานอก มีราคาแพงก็ตาม ยาดี ยาแรง ใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะแอดมินเอง ได้คุยกับ คุณหมอกุมารเวช ท่านนึง โดยได้ปรึกษาในเรื่องนี้ และได้ความรู้ว่า ยาฆ่าเชื้อ ตัวที่น้องเนปจูน กินมาโดยตลอด ที่ชื่อว่า Augmentin นั้น เป็นยาแก้อักเสบ สำหรับเด็ก ( สำหรับผู้ใหญ่ก็มีนะ แพงมากด้วย เม็ดนึง เป็นสิบบาทเลยทีเดียว เรียกได้ว่า เป็นยี่ห้อ ยาแก้อักเสบ เกรดดีที่สุดในตลาด ) ซึ่งมีฤทธิ์ ค่อนข้างที่จะแรงที่สุดในตลาด ( อันนี้ไม่รู้เลย ) ซึ่งมีผลดีมากๆ กินแล้ว หายแน่นอน แต่.. ด้วยความที่มันแรงมากๆ ถ้าคุณพ่อ หรือ คุณแม่ ใช้ไม่ถูกวิธี จะทำให้เกิดการดื้อยา จนกระทั่งเมื่อ กินยาฆ่าเชื้อตัวนี้เข้าไปแล้ว ก็ยังไม่หาย หรืออาการไม่ดีขึ้น สุดท้าย ก็ต้องนอนโรงพยาบาล ใช้การฉีดยาปฏิชีวนะ เข้าไปรักษาแทน กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปซะอีก

คุณแม่ต้องรู้  โรคไข้หวัดใหญ่ ในเด็ก และวัคซีนป้องกัน สำคัญแค่ไหน

แอดมินค่อนข้างที่จะตกใจกับเรื่องนี้มากๆ เพราะน้องเนปจูน เริ่มต้นด้วยการ กินยาแก้อักเสบ ตัวที่แรงที่สุดในตลาด ซึ่งตามปกติแล้ว ต้องเริ่มจากตัวที่มีฤทธิ์อ่อนๆ เสียก่อน ถ้าไม่ดีขึ้น ค่อยขยับมาเป็นตัวที่แรงขึ้น ตามลำดับ ไม่ใช่มาถึง ก็จัดหนักไปเลย แบบนี้ แม้จะรักษาได้ดี โรคหายได้จริง แต่ถ้าใช้งานไม่ถูกต้อง กินไม่ครบโดส ( Dose ) ก็มีโอกาส ดื้อยาได้ง่าย และถ้าดื้อยาขึ้นมา ก็งานเข้าแน่นอนค่ะ ต่อไปก็ต้องแอดมิด เข้าไปนอน รพ. เป็นว่าเล่นแน่นอน อันนี้ เป็นความรู้ใหม่จริงๆ ซึ่งลูกคนต่อไป จะต้องไม่เริ่มจาก ยาตัวที่แรงที่สุดแบบนี้แน่นอน

วิธีป้องกันการดื้อยา จากการกิน ยาฆ่าเชื้อ

วิธีการที่จะช่วย ไม่ทำให้เชื้อ เกิดการดื้อยา ก็คือ การกินยา ให้ครบโดส ( Dose ) หรือตามอัตราส่วน ที่แนะนำมา นั่นคือ กินจนหมดขวด โดยต้องกินติดต่อกัน ห้ามขาด เพื่อให้เชื้อตาย หรือพ่ายแพ้แบบหมดท่า ไม่มีโอกาสลุกขึ้นมาต่อต้านได้อีก แต่สิ่งที่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และคนเลี้ยงเด็กส่วนใหญ่ มักจะเข้าใจก็คือ ถ้าหายแล้ว อาการดีขึ้นแล้ว หรือไม่มีอาการแล้ว ก็ไม่ต้องกินยาหรอก ซึ่งนั่นแหละ คือความเข้าใจผิด และเป็น ปัจจัย ที่จะทำให้เชื้อ เกิดอาการดื้อยาได้ค่ะ

คุณแม่ต้องรู้  พาลูกไปหาหมอ แผนกกุมารเวช ที่ศิริราช เป็นครั้งแรก เร็วอย่างเหลือเชื่อ

และถ้าจะให้ดี ควรจะบอกกับคุณหมอ ให้เลือกใช้ยา ตัวที่อ่อนๆ ก่อน แล้วถ้าไม่ดีขึ้น ค่อยไต่ขึ้นไป เป็นตัวที่แรงๆ ก็ได้ค่ะ แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องเลือกใช้วิธีการแรก คือกินให้ครบจำนวน ตามที่หมอสั่งแทนค่ะ คือ ก็เข้าใจนะคะ คุณหมอ ก็อยากจะให้หาย กลัวว่าถ้าจ่ายยาเบาไป ไม่หาย ก็ต้องกลับมาใหม่ ส่วนคนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็อยากให้ลูกหาย และอยากมาหาทีเดียว ไม่อยากมาบ่อยๆ เพราะมีงานการต้องทำ เมื่อเป็นแบบนี้ การจ่ายยาแรงๆ จึงเป็นทางเลือกที่ทั้งหมอ และคนไข้ มักจะเห็นตรงกัน เพื่อให้หาย โดยมักจะไม่ได้อธิบายถึงผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น หากผู้ปกครอง ให้ยาไม่เต็มโดส ( Dose )

สรุปก็คือ ยาแก้อักเสบ ถ้าคุณหมอ จ่ายแบบอย่างแรงมา ก็ต้องว่ากันไปตามนั้นค่ะ จะไปแย้งไม่ได้ ว่า “ขอแบบอ่อนๆ ได้มั้ยคะ” แบบนี้คงไม่ได้ เพราะต้องแล้วแต่ วิจารณญาณของแพทย์ผู้รักษา แต่ต้องจำเอาไว้ว่า ต้องกินให้ครบโดส ตามจำนวน ที่หมอสั่ง และต้องกินตามเวลา ที่แนะนำอย่างเคร่งครัด อย่าประมาท หรือคิดว่า ไม่มีอาการแล้ว หายแล้ว ก็ไม่ต้องกินก็ได้ เพราะยาฆ่าเชื้อ ไม่เหมือนกับยาลดไข้ ที่พอไข้ลดแล้ว ก็หยุดกินได้ แต่ยาแก้อักเสบ ต้องกินต่อเนื่อง เพื่อฆ่าเชื้อ ( ตามชื่อว่า ฆ่าเชื้อ นั่นแหละ ) ให้หมดไปจากร่างกาย ถ้ากินไม่ต่อเนื่อง แล้วเชื้อมันดื้อยาขึ้นมา งานจะเข้านะคะ เพราะต้องนอน รพ. อย่างเดียว เพราะยาที่กิน แล้วเชื้อมันดื้อ คือยาที่แรงที่สุดในตลาดแล้ว จึงไม่สามารถหายาที่แรงกว่านี้ มากินเพื่อปราบเชื้อได้อีก ทำให้เข้าใจ และไม่แปลกใจเลยค่ะ ว่าทำไม เด็กๆ สมัยนี้ ถึงนอน รพ. กันเป็นว่าเล่น เพราะส่วนใหญ่เริ่มด้วยการ กินยาที่แรงที่สุดก่อน แล้วเชื้อมันดื้อยานี่เอง อันนี้ก็ใช้วิจารณญาณกันเอาเองนะคะ ว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ( ส่วนใหญ่ รพ. เอกชน จะจ่าย Augmentin เป็นหลัก เพราะได้ผลแน่นอน แต่ราคาจะแรงหน่อยนะคะ )

คุณแม่ต้องรู้  ยาแก้ท้องเสียของเด็ก ต้องใช้ตัวไหนกันแน่นะ

ผู้ใหญ่เรา ก็เหมือนกันนะคะ และมีโอกาสดื้อยา สูงกว่าเด็กๆ อีก เพราะมักจะกินแบบ เม็ดเดียวจบ คือ พอกินแล้ว อาการลด ก็หยุดกิน ไม่กินต่อเนื่อง พอเชื้อมันดื้อยาขึ้นมา กลับมาเป็นซ้ำอีก กินยาเข้าไปก็ไม่หาย ทีนี้ ก็งานเข้าเลยค่ะ ต้องนอน รพ. เหมือนกันกับเด็กๆ เล็กๆ เลยค่ะ หลักการนี้ ต้องจำเอาไว้นะคะ ใช้ได้ทั้งกับตัวเรา และลูกของเราเลยค่ะ อย่าลืม เอาไปแนะนำให้ ปู่ ย่า ตา ยาย ของหลานๆ ได้เข้าใจด้วยนะคะ เพราะเรื่องวิธีการใช้ยา มีความสำคัญมากๆ เลยทีเดียว ต้องตามยา ให้ครบตามจำนวน ห้ามลืม ห้ามขาดโดยเด็ดขาด