ลูกรัก เป็น ไข้เลือดออก ทำยังไงดี

14821
แบ่งปัน

คงไม่มีใคร จะคาดคิดว่า ลูกรัก ของเรา จะต้องมาเป็น ไข้เลือดออก โรคยอดฮิตในเด็ก ที่มีโอกาสทำให้เด็กเสียชีวิตได้ เช่นเดียวกับดิฉัน ที่ไม่เคยคาดคิดเลยว่า น้องเนปจูน ลูกรัก จะต้องมาโดนเจ้า ยุงลาย กัด จนติดเชื้อ ไข้เลือดออกจนได้ สำหรับหลายๆ คน ที่ยังไม่รู้ว่า เจ้า โรคไข้เลือดออก นี่ ร้ายแรงแค่ไหน ต้องบอกเลยว่า ครั้งแรกที่มันเปิดตัวอย่างเป็นทางการกับโลกนี้ ด้วยการระบาดในแถบทวีปแอฟริกา ได้คร่าชีวิตคนไปมากมาย โดยเฉพาะใน เด็กเล็ก ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีน หรือยารักษาเฉพาะ ที่สามารถนำมาใช้ได้ นั่นคือสาเหตุที่ว่า ทำไมทางการ ถึงรณรงค์ให้ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายกันจัง สำหรับพาหะตัวการสำคัญ ของโรคนี้ ก็คือ เจ้ายุงลายนี่แหละ เฉพาะยุงลายตัวเมียด้วยนะคะ โดยมันจะได้รับเชื้อไวรัส เดงกี่ ซึ่งปัจจุบัน มีอยู่ 4 สายพันธุ์ด้วยกัน ซึ่งนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้ โรคไข้เลือดออก ไม่มีวัคซีนเฉพาะ เพราะมันมีไวรัสตั้ง 4 สายพันธุ์ สำหรับผู้ใหญ่อย่างเราๆ คงไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แต่สำหรับเด็กๆ น่ากลัวมากค่ะ เมื่อเชื้อไวรัสเดงกี่ เข้าไปในกระแสเลือด ก็จะเข้าไปเกาะกับเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งทางเม็ดเลือดขาวของเรา ก็จะปล่อยสารออกมาต่อต้าน ทำให้เกิดอาการไข้ ในขณะเดียวกัน เกล็ดเลือดก็จะมีปริมาณที่ลดลง ซึ่งการที่จำนวนเกล็ดเลือดลดลงนี่แหละค่ะ ที่ทำให้แผลที่เกิดจากหลอดเลือดฝอยไม่แข็งตัว และทำให้มีเลือดออกภายในร่างกาย ซึ่งหากเกิดขึ้นจำนวนมาก ก็จะทำให้มีปริมาณเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ไม่เพียงพอ จนถึงขั้นเสียชีวิตได้

คุณแม่ต้องรู้  ลูกปอดบวม ต้องนอนโรงพยาบาลไหม กังวลมาก หมอบอกควรให้นอน รพ.

ยุงลาย โรคไข้เลือดออก เด็กเล็ก ลูกรัก

สำหรับน้องเนปจูนนั้น คาดว่า จะได้รับเชื้อมาประมาณ 1-2 วัน โดยการกัดของ ยุงลาย จากนั้น ก็จะมีอาการไข้สูง สูงมากนะคะ เกิน 39 องศาเลยทีเดียว ซึ่งข้อสังเกตสำคัญที่แตกต่างจากไข้หวัดใหญ่ก็คือ อาการไข้สูงนี้ จะสูงอยู่ตลอด แม้ว่าจะกินยาแก้ไข้ไปแล้วก็ตาม ไข้ก็ไม่ลดลงเลย นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนอีกวิธีหนึ่ง คือการตรวจหาเชื้อ ซึ่งในเคสของ น้องเนปจูนนั้น ทางคุณหมอได้สั่งให้ตรวจเลือดแล้ว แต่หาเชื้อ หรือชนิดของไวรัสไม่พบ แต่มั่นใจว่าเป็น ไข้เลือดออก อย่างแน่นอน เนื่องจากว่า มีจำนวนเกล็ดเลือดลดต่ำลงมากทีเดียว จากเกณฑ์ปกติ ต้องมีมากกว่า 140,000 แต่ของน้องเนปจูนที่ตรวจได้คือ 95,000 เท่านั้นเอง โดยคุณหมอ ให้เหตุผลว่า อาการไข้สูงแล้วไม่ลด รวมกับ จำนวนเกล็ดเลือดที่ลดลงนั้น ค่อนข้างจะมีสาเหตุมาจาก ไวรัสไข้เลือดออก แม้ว่าจะยังหาตัวเจ้าเชื้อไวรัสนี้ในกระแสเลือดไม่เจอก็ตาม เพราะมันไปเกาะอยู่กับเม็ดเลือดขาวซะแน่น (หรือเปล่า) แต่มีสิ่งบอกเหตุหลายอย่าง ที่บอกว่า ใช่แน่ๆ

สำหรับอาการที่จะเป็นสัญญาณบอกว่า ลูกรัก ของเรา เป็นไข้เลือดออกหรือไม่นั้น คงจะบอกได้ว่า มีเพียงแค่ไม่กี่อาการเท่านั้นจริงๆ เพราะอาการที่จะแสดงออกมาของ เด็ก กับผู้ใหญ่นั้น แตกต่างกัน ยิ่งในเด็กเล็ก ยิ่งดูยาก วิธีตรวจที่แม่นยำที่สุดคือ การเจาะเลือดตรวจเท่านั้น ส่วนอาการเริ่มต้นที่จะสังเกตได้ชัดๆ ก็คือ ไข้สูง ต่อเนื่องกันทั้งวัน กินยาเท่าไหร่ ก็ไม่ลด เช็ดตัวก็ลดลงนิดหน่อย จะยังไม่มีผื่นแดง หรือจุดแดงๆ ใต้ผิวหนังนะคะ เพราะถ้าพบว่ามีผื่น หรือจุดแดงๆ พวกนั้น แสดงว่า เลยช่วงแรกของโรคไปแล้วค่ะ แสดงว่าอยู่ในอาการขั้นที่ 2 ไปแล้ว ซึ่งหากดูแลไม่ดี ก็น่าเป็นห่วงแน่นอนค่ะ

คุณแม่ต้องรู้  อุ้มลูกหลับ ดีหรือไม่ดีกันแน่

วิธีการรักษา ไข้เลือดออก

สำหรับวิธีการรักษาเฉพาะ เช่น การฉีดยารักษา หรือการให้ยากินเฉพาะ เพื่อรักษา โรคไข้เลือดออก นั้น บอกได้เลยว่า ไม่มีค่ะ การรักษา โรคไข้เลือดออก นั้น ต้องรักษาไปตามอาการเท่านั้น เช่น มีไข้ ก็ต้องดูแลดีๆ ให้กินยาลดไข้ เช็ดตัวเพื่อลดไข้ สำหรับ เด็กเล็ก ที่มีอาการหนัก คือเจาะเลือดแล้วพบว่า มีจำนวนเกล็ดเลือดลดลง ต่ำกว่า 50,000 อันนี้ ควรจะนอนโรงพยาบาล จะดีที่สุดค่ะ เพราะจะต้องให้น้ำเกลือ เพื่อช่วยพยุงอาการ ไม่ให้ร่างกาย สูญเสียแร่ธาตุ และของเหลวมากจนเกินไป ยิ่งในเด็กเล็กๆ ที่ยังไม่ถึง 1 ขวบด้วยแล้ว แนะนำให้นอนโรงพยาบาลค่ะ แต่สำหรับน้องเนปจูน เจาะครั้งแรก เกล็ดเลือดอยู่ที่ 95,000 พอวันต่อมา เจาะตรวจอีกที พบว่า เกล็ดเลือดเพิ่มขึ้นมา อยู่ที่ 105,000 ซึ่งถือว่า เพิ่มขึ้นแล้ว

คุณแม่ต้องรู้  โรคปอดบวม หรือปอดอักเสบในเด็ก ดูแลได้ถ้าเข้าใจ

ไข้เลือดออก ในเด็กเล็ก

เมื่อแนวโน้มของเกล็ดเลือด มีปริมาณที่เพิ่มขึ้น ก็แปลว่า ร่างกายของน้อง กำลังฟื้นตัว และสามารถเอาชนะเจ้าไวรัสเดงกี่ ที่เข้าไปอยู่ในกระแสเลือดได้แล้ว อาการจึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ไข้เริ่มลดลง จนเป็นปกติ จะมีก็แต่ ผื่นแดงๆ ที่อยู่ตามผิวหนังทั่วตัว ที่ค่อยๆ แสดงออกมา จนเห็นได้ชัดเจน แต่อีกไม่นาน ประมาณ 2-3 วัน ผื่นแดงเหล่านี้ ก็จะหายไป

ข้อคิดในการเลี้ยงลูก ที่ได้จากเรื่องนี้

ต้องระวังเรื่องของยุงลายให้มากๆ อย่าให้กัด ลูก เป็นอันขาด เพราะมีความเสี่ยงสูง ที่จะทำให้เกิดโรคไข้เลือดออก ยิ่งช่วงหน้าฝน หรือช่วงหลังจากที่ฝนตกลงมาใหม่ๆ ด้วยแล้ว อันตรายมากๆ เพราะยุงมักจะวางไข่ และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทวีคูณ

อาการเริ่มต้น ที่สังเกตได้ชัดๆ ของ ไข้เลือดออก ก็คือ อาการไข้สูงตลอดเวลา แม้ว่าจะกินยาลดไข้แล้ว ไข้ก็ยังไม่ลดลง ในบางราย อาจจะอาเจียน เบื่ออาหาร และปวดเมื่อตามตัว แต่ในเด็ก ถึงแม้จะปวดเมื่อย เค้าก็จะบอกไม่ได้ ได้แต่ร้องโยเยเท่านั้น

ไข้เลือดออก ไม่มีวัคซีน ไม่มียารักษาเฉพาะ มีแต่การรักษาตามอาการ ถ้าจะไปหาหมอ เพื่อให้ฉีดยารักษาโรคไข้เลือดออกนั้น บอกได้เลยว่า ไม่มีค่ะ การรักษา จะเป็นการรักษาแบบประคับประคองอาการ เป็นไข้ ก็รักษาด้วยการให้ยาลดไข้ อาเจียนบ่อย ก็ให้น้ำเกลือ ไม่มียาที่จะกินแล้วเข้าไปฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ได้โดยตรง