ลูกไม่สบาย ติดเชื้อ RSV ไอ น้ำมูกไหล ทำไงดี

27694
แบ่งปัน

วันนี้ เป็นวันที่ 2 ที่น้องเนปจูน ไม่สบาย และอาการ แย่ลงกว่าเมื่อวาน จะเป็นเพราะว่า คุณพ่อ และ คุณแม่ พา ลูกน้อย ไปเที่ยวตะลอนๆ มากไปหรือเปล่านะ เลยทำให้ ลูกไม่สบาย มากขึ้นกว่าเก่า คิดว่า ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง เนื่องจาก น้องเนปจูน ไม่ได้พักผ่อน แต่อีกส่วนหนึ่ง ก็คงจะเนื่องจาก เชื้อไวรัส RSV ที่ไม่คิดว่า ลูกน้อย ของเราจะเป็น กำเริบขึ้น จนทำให้ อาการต่างๆ เด่นชัดออกมา สุดท้าย แม่ ก็ต้องพา ลูก ไปโรงพยาบาล แต่เช้าอีกรอบนึง เพราะเมื่อวานนี้ ตอนที่ไปหาหมอ ก็เนื่องจาก ลูก มีอาการ ไอ มีเสมหะในคอ ได้ยินชัดเลย เวลาที่ไอ ตอนนอน มีเสียงหายใจ หืดๆ แบบว่า มีอะไรไปติดอยู่ที่หลอดลม แต่ยังไม่มีอาการ น้ำมูกไหล ไม่มีไข้ แต่อย่างใด ซึ่งคุณหมอ ก็บอกแล้วว่า อาจจะมีโอกาส ติดเชื้อไวรัส RSV ขึ้นมา ได้เช่นกัน ซึ่งนั่น ก็จะทำให้ น้องมีอาการ น้ำมูกไหล รวมทั้ง เป็นไข้อ่อนๆ ว่าแล้ว ก็ไม่รอช้า แม่เนปจูน ก็ต้องรีบพา ลูกน้อย ไปโรงพยาบาล แต่เช้ากันเลยทีเดียว (ด้วยความรู้สึกผิดด้วยว่า เมื่อวานหาหมอเสร็จ ก็ดันพา ลูก เที่ยวตะลอนๆ เพราะคิดว่า คงไม่ป่วยอะไรมาก)

อาการสำคัญ ที่เห็นได้ชัดเจนเลย ก็คือ น้องเนปจูน น้ำลายไม่ไหล ออกมาจากปากเลย ซึ่งผิดปกติมากๆ เนื่องจากตามปกติแล้ว น้องเค้า จะน้ำลายไหล หยดออกมาตลอด เป็นอาการปกติ ของเด็กวัยนี้ ที่ยังไม่รู้จักการ เม้มปาก และกลืนน้ำลาย แต่นี่ ตั้งแต่ตอนกลางคืน จนเช้า จนบ่าย ก็ไม่มีน้ำลายไหลเลย เป็นอะไรที่ผิดปกติมากๆ แม่เนปจูน เลยตัดสินใจ พาน้องเค้า ไปหาหมอจะดีกว่า ปลอดภัยไว้ก่อน ลูกไม่สบาย แบบนี้ ปล่อยไว้ไม่ได้ ซึ่งก็ได้เล่าให้ฟัง ในบทความก่อนหน้านี้แล้ว

คุณแม่ต้องรู้  พาลูกไปหาหมอ แผนกกุมารเวช ที่ศิริราช เป็นครั้งแรก เร็วอย่างเหลือเชื่อ

วิธีรักษา เชื้อ RSV ใน เด็กเล็ก

จนมาถึงวันนี้ น้องเนปจูน อาการแย่ลงกว่าเก่า จาก การวัดอุณหภูมิร่างกาย พบว่า น้องเนปจูน มีไข้อ่อนๆ 37.5 องศาเซลเซียส ไอ มีเสมหะมาก จามบ่อย พร้อมกับ มีน้ำมูกใส ไหลออกมามาก หายใจไม่ค่อยออก คัดจมูก เลยทำให้ นอนไม่หลับ ในตอนกลางคืน เล่นเอา ทั้ง พ่อและแม่ ไม่ได้หลับได้นอนกันเลยทีเดียว ดังนั้น ในตอนเช้า แม่ จึงได้รีบ พาไปหาหมอ โดยเร็วที่สุด ซึ่งโชคดี ที่เป็นวันหยุด 12 สิงหา วันแม่นั่นเอง แม่หยุดงานพอดี

พอไปถึง โรงพยาบาล ก็รอหมอไม่นานค่ะ แค่ 20 นาที ก็ได้เข้าพบหมอแล้ว ที่รอไม่นาน ก็เป็นเพราะ ความที่เป็นโรงพยาบาลเอกชน นั่นแหละค่ะ ลูกยังเล็ก ไม่อยากจะต้องให้ลูก นั่งรอ เพื่อเสี่ยงต่อการติดโรคจากเด็กอื่นๆ ก็เลยเลือก โรงพยาบาลเอกชน ที่ต้องจ่ายแพง แต่ก็คุ้มค่ะ พอเค้าไปพบคุณหมอ คุณหมอก็ตรวจโดยละเอียดเลยค่ะคราวนี้ ทำการสั่ง พ่นยา ตรวจน้ำมูก เพื่อหาเชื้อ และทำการดูดเสมหะ พูดง่ายๆ ว่า จัดเต็มค่ะ โดยเริ่มต้นจาก การตรวจน้ำมูก เพื่อนำไปตรวจหาเชื้อ โดยพยาบาล จะใช้คอตตอนบัด ทำการเก็บตัวอย่าง น้ำมูกของ ลูกน้อย ไปทำการตรวจหา ว่าติดเชื้อจาก ไวรัส ตัวไหน

ต่อมา ก็ทำการ พ่นยา เพื่อขยายหลอดลม รวมทั้งทำให้ เสมหะ เหลวขึ้น และหลุดง่ายขึ้น เพื่อประโยชน์ ในการทำการ ดูดเสมหะ ในขั้นตอนต่อไป ซึ่งในขั้นตอนพ่นยานี้ น้องเนปจูน เก่งมากๆ ค่ะ ไม่ร้อง และไม่สะบัดหน้าหนีเลย ในขณะที่ เด็กๆ ที่อยู่ข้างๆ ร้องไห้ไป ดิ้นไป พ่นยาไป ทุลักทุเลมากค่ะ

คุณแม่ต้องรู้  เลี้ยงลูก 3 เดือนแรก หลังคลอด ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ถ้าคุณแม่มีความเข้าใจ

จากนั้น ก็ไปสู่ขั้นตอน การดูดเสมหะ ซึ่งขั้นตอนนี้ สงสารน้องมากๆ ค่ะ เริ่มด้วยการที่ พยาบาล ทำการห่อตัว ลูก แล้วทำการตบหน้าอก และหลัง ดังปุกๆ รัวเป็นชุด ซึ่ง แม่มือใหม่ อย่างเรา ไม่รู้หรอกค่ะ ว่ามันคืออะไร นี่ ลูก 4 เดือน เองนะ ทำไมทำรุนแรงจัง ก็ว่าจะเอ่ยปากถาม ปรากฏว่า พยาบาล รีบบอกเลยค่ะ ว่านี่คือ การเคาะปอด โดยเด็กไม่เจ็บแน่นอน เนื่องจากเอาผ้าหนาๆ ห่อตัวไว้ รวมทั้งเป็นการ เคาะเพื่อให้ เสมหะ หลุดออกมาจากหลอดลมบ้าง แม่ ถึงได้เข้าใจ ว่าแล้ว ก็ทำการ ดูดน้ำมูกในจมูก

แน่นอนว่า ขั้นตอนนี้ ลูก ต้องร้องไห้จ้า อย่างแน่นอนค่ะ เป็นใครก็ร้องทั้งนั้น เพราะเมื่อดูดน้ำมูกเสร็จแล้ว ก็ทำการ สอดสายยาง ยาว 2-3 ฟุต ได้ เข้าไปในปาก แต่ไม่สอดเข้าไปหมดนะคะ เข้าไปนิดเดียว ซึ่งดูแล้ว พยาบาล ชำนาญมากๆ ค่ะ ก็ทำการดูดเอา เสมหะ ออกมา เยอะมากๆ ค่ะ ลูกก็ร้องไป ตอนแรกก็สงสาร แต่พอเห็นเสมหะแล้ว ก็บอกตัวเอง และบอกลูกเลยค่ะ ว่าให้อดทนไว้ เอาเสมหะ ออกดีกว่าปล่อยให้มันติดอยู่ในหลอดลม เพราะมันจะทรมานมากๆ

สำหรับขั้นตอนทั้งหมดนี้ โดยเฉพาะการพ่นยา และการดูดเสมหะ นั้น คุณแม่ ต้องไม่ให้นมลูกมาก่อนนะคะ คือต้องทำให้น้อง ท้องว่างมาอย่างน้อย 2 ชม. ไม่อย่างนั้น ลูกน้อย อาจจะอ้วกออกมาได้ค่ะ ทรมานหนักเข้าไปอีก

พ่นยา รักษา RSV ใน เด็กเล็ก

เสร็จแล้ว ก็กลับเข้าไปหา คุณหมอ เพื่อฟังปอด ว่า ลูก หายใจได้ดีขึ้นหรือยัง จากผลการตรวจ น้ำมูก ของลูก พบว่า ลูกน้อย ติดเชื้อไวรัส RSV ซึ่งเป็นเชื้อไวรัส ที่ยังไม่มีวัคซีน ป้องกัน ระบาดในช่วงหน้าฝน ที่อากาศชื้นๆ ได้ดี มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการ จาม ไอ น้ำมูก คล้ายๆ กับ อาการของคนเป็นหวัด ที่สำคัญ มีโอกาส กลับมาเป็นได้อีกตลอดชีวิต เมื่อใดที่ร่างกายอ่อนแอ ก็จะกลับมาเป็นได้อีก การรักษานั้น จะเป็นการรักษาไปตามอาการ เนื่องจาก ร่างกายของเรา จะสามารถสร้างภูมิต้านทาน ขึ้นมาได้เอง ภายในระยะเวลา 5-7 วัน แต่สำหรับใน เด็กเล็ก อย่างน้องเนปจูน ไวรัสตัวนี้ จึงมีความร้ายแรง และมีความเสี่ยงมากๆ หากไม่ดูแลอย่างใกล้ชิด หรือปล่อยไว้ อาจลุกลาม กลายเป็นโรคปอดบวม ได้เลย อันตรายมากๆ โชคดีที่ แม่ รีบพาหนูมาหาหมอนะเนี่ย

คุณแม่ต้องรู้  ยาแก้ท้องเสียของเด็ก ต้องใช้ตัวไหนกันแน่นะ

ลูกไม่สบาย ติดเชื้อ RSV ไอ น้ำมูกไหล

สรุประยะเวลา ในการหาหมอ และทำการตรวจทั้งหมด 2 ชม. รวดเร็วมากๆ ค่าใช้จ่าย อ่านๆ ดู จะเห็นว่า ทำอะไรไปเยอะมากนะคะ แต่ค่าใช้จ่าย อยู่ที่ 2,100 บาท เท่านั้น ซึ่งไม่แพงค่ะ เมื่อเทียบกับ ความรวดเร็ว ความเอาใจใส่ และการบริการที่ดี ของพยาบาล นับว่า คุ้มค่ะ ว่าแล้วก็ขอตัว ไปดูแล น้องเนปจูนก่อนนะคะ ไว้มีอะไรคืบหน้า จะนำมาเล่าให้ฟังกันต่อ ในการ ดูแลลูก ยามที่ไม่สบายค่ะ

บทเรียนที่ได้ จากการที่ ลูกไม่สบาย ในครั้งนี้ ทำให้รู้ว่า การดูแลลูกน้อย ในช่วงที่เค้า ไม่สบายนั้น ลำบากมากๆ เพราะว่าเค้ายังไม่สามารถช่วยตัวเองได้ เวลามีน้ำมูก ก็สั่งออกมาไม่ได้ มีเสมหะ ก็คายออกมาไม่ได้ ทำให้ลำบากมากๆ ดีที่ แม่ ให้ ลูก กินนมแม่ มาตลอด เลยทำให้ ร่างกาย ยังมีภูมิต้านทานที่ดี หากกินนมผง ร่างกายน้อง คงอ่อนแอกว่านี้ และอาจจะฟื้นตัวช้ากว่านี้ แน่นอน