โรคมือเท้าปาก คืออะไร อันตรายกับ ลูก แค่ไหน

5818
แบ่งปัน

วันนี้ มีเรื่องสำคัญ ที่อยากจะนำมา บอกกล่าวให้กับ คุณแม่มือใหม่ ทุกคนได้รับทราบกัน เกี่ยวกับ โรคมือเท้าปาก ที่กำลังเป็นข่าว เกี่ยวกับ การระบาด อยู่ใน โรงเรียน เขตกรุงเทพมหานคร ขณะนี้ ถึงขั้นที่ว่า มีหลายโรงเรียน ที่ต้องทำการหยุด การเรียนการสอน อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อทำความสะอาด และเป็นการ ป้องกัน การแพร่ระบาด ของ โรคในเด็ก ชนิดนี้ โรคนี้ เป็นโรคที่อันตราย มากๆ นะคะ ที่สำคัญ มันยังไม่มีวัคซีน สำหรับป้องกัน นั่นคือ มีความเสี่ยง ที่จะติดโรคนี้ ได้ง่ายมากๆ ยิ่งเป็นเด็กเล็กๆ ระดับ อนุบาลด้วยแล้ว ยิ่งไม่รู้จัก หลักสุขอนามัย ทำให้มีโอกาส แพร่ถึงกัน ได้อย่างรวดเร็ว วันนี้ ดิฉัน ก็เลยอยาก จะนำความรู้ เกี่ยวกับ โรคชนิดนี้ มาแนะนำให้ แม่ ทุกท่าน ได้รู้จักกันไว้ จำเป็นมากๆ นะคะ ที่ต้องทำความเข้าใจ ถึงที่มา ที่ไปของโรคนี้ รวมทั้ง วิธีการรักษา และวิธีป้องกัน โรคนี้อีกด้วย

โรคมือเท้าปาก คืออะไร

โรคมือเท้าปาก หรือ โรคมือปากเท้าเปื่อย นั้น มีชื่อทางการแพทย์ว่า Head Foot Mouth Disease ซึ่งจัดว่าเป็น โรคระบาด ชนิดหนึ่ง ที่คนทั่วไป มักจะมองข้าม เพราะว่าส่วนใหญ่ มันมักจะเกิดขึ้นในเด็ก วัยอนุบาล จนถึง ประถมศึกษา เป็นหลัก ซึ่งหลายคน อาจจะเคยได้ยิน โรคนี้ ในชื่อ โรคมือเท้าปากในเด็ก สำหรับ ช่วงนี้ ที่ระบาดหนัก ก็เนื่องจาก เชื้อโรค ที่เป็นสาเหตุ ของโรคนี้ จะทำการเจริญเติบโต และแพร่กระจาย ได้ดี ในช่วงหน้าฝน

คุณแม่ต้องรู้  ลูกอายุ 5 เดือน เริ่มคืบและคลานแล้ว ตื่นเต้นสุดๆ แม้จะเป็นลูกคนที่ 2 ก็ตาม

โดยจะพบได้ว่า โรคมือเท้าปาก นี้ มีโอกาสเกิดขึ้นกับ เด็ก ที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี โดยมีสาเหตุมาจาก เชื้อไวรัส กลุ่มเอนเตอโรไวรัส (Enterovirus) ซึ่งมีหลายตัว ที่สามารถทำให้เกิด โรคนี้ได้ แต่เชื้อ ตัวที่แรงที่สุด คือ เชื้อเอนเตอโรไวรัส 71 หรือจะเรียกสั้นๆ ว่า เชื้ออีวี 71 (EV71) แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ สำหรับเชื้อโรค ที่เป็นสาเหตุ ของ โรคมือปากเท้าเปื่อย ในเมืองไทย พบว่า มาจากเชื้อ Coxsackie virus ซึ่งไม่รุนแรงค่ะ

โรคมือเท้าปาก คือ

อาการของ โรคมือเท้าปาก

  • ลูก จะมีอาการ มีไข้ ปวดศรีษะ
  • เจ็บปาก เจ็บคอ ซึ่งจะทำให้ทานอาหารไม่ได้ อันเนื่องมาจาก มีตุ่มน้ำใสๆ  หรือแผล ในปาก หรือในคอ
  • มีผื่น เป็นจุดแดง หรือ ตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นบริเวณ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า

การติดต่อของ โรคมือเท้าปาก

สำหรับการติดต่อ ของโรคนี้นั้น จะสามารถติดต่อ ได้โดย การสัมผัส น้ำมูก น้ำลาย หรือ อุจจาระ ของผู้ป่วย โดยตรง หรืออาจจะติด โดยทางอ้อม จากการสัมผัสผ่าน ของเล่น มือของพี่เลี้ยง น้ำ และอาหาร ที่ปนเปื้อนเชื้อดังกล่าว ซึ่งนี่เป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้โรคนี้ ระบาดได้ง่าย ในโรงเรียนเด็ก ชั้นอนุบาล หรือ สถานรับเลี้ยงเด็กเล็ก เนื่องจาก เด็กเล็กๆ นั้น ยังไม่รู้จักระวัง และมักชอบหยิบ ของเล่น เข้าปาก และไม่ชอบล้างมือ

คุณแม่ต้องรู้  วิธีล้าง ไขหัว ที่ติดตามตัวทารก หลังคลอด
การรักษา โรคมือเท้าปาก

สำหรับ โรคนี้นั้น ยังไม่มียา ที่ใช้รักษาจำเพาะ ได้โดยตรง วิธีการรักษา จึงเป็นแบบ การรักษาไปตามอาการ โดยหากปวดหัว หรือมีไข้ ก็จะให้ทาน ยาลดไข้ พาราเซตามอล เท่านั้น ห้ามทาน แอสไพริน และให้ ลูก ดื่มน้ำ ให้เพียงพอ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว โรคนี้ จะหายได้เอง ภายใน 5-7 วัน เนื่องจาก ร่างกายของ เด็ก จะสร้างภูมิต้านทาน ขึ้นมากำจัด เจ้าไวรัสตัวนี้ได้เอง

วิธีป้องกัน โรคมือเท้าปาก

เนื่องจาก โรคนี้ ยังไม่มียา ที่ใช้รักษาได้โดยตรง รวมทั้ง ยังไม่มีวัคซีน ที่ใช้ป้องกันได้อีกด้วย ดังนั้น วิธีการป้องกัน ที่ดีที่สุด ก็คือ

  • แยกผู้ป่วย ซึ่งเป็น เด็ก ออกไป ไม่ให้สัมผัส กับเด็กคนอื่น หรือสัมผัส กับของใช้ร่วมกัน กับเด็กคนอื่น
  • สอนให้ ลูก รู้จักล้างมือให้สะอาด อยู่เสมอๆ หลังเล่นของเล่น หรือหลังสัมผัส กับเด็กที่ป่วย
  • โรงเรียน หรือสถานรับเลี้ยงเด็กเล็ก ต้องทำความสะอาด ของเล่น และสิ่งแวดล้อมทุกวัน รวมทั้ง ต้องระมัดระวัง ในเรื่องของ ความสะอาด ของอาหาร และน้ำ อีกด้วย
  • โรงเรียน ไม่ควรรับเด็กที่ป่วย เป็นโรคนี้ เข้าเรียน จนกว่า จะหายดี เพื่อป้องกัน การแพร่เชื้อ
  • พ่อแม่ ต้องรีบพา ลูก ไปพบแพทย์ โดยทันที
คุณแม่ต้องรู้  ทารกแรกเกิด หลังกินนมแล้วต้องทำอย่างไร

สิ่งที่สำคัญ ในการป้องกัน โรคมือเท้าปาก ก็คือ การรักษาความสะอาด ของสถานรับเลี้ยงเด็กเล็ก หรือ โรงเรียนอนุบาล แต่ในทางปฏิบัติ จะเห็นได้ว่า เป็นเรื่องที่ยากมากๆ นอกจาก ครู หรือ ผู้ดูแลเด็กจะน้อยแล้ว เรื่องของ ของเล่น หรือ ของใช้ร่วมกัน เป็นเรื่องที่ยาก ที่จะทำการทำความสะอาดได้ตลอดเวลา อีกหนึ่งวิธี ที่จะช่วยได้ก็คือ การอบรม สั่งสอน ของ พ่อแม่ ที่ต้องฝึกให้ลูก รู้จักรักความสะอาด โดยการล้างมือบ่อยๆ หลังเล่นของเล่น และก่อนรับประทานอาหาร หรือก่อนที่จะหยิบจับสิ่งใด เข้าปาก มันเป็นเรื่องยากเช่นกัน ที่จะฝึกลูกให้ทำตามนั้น แต่มันก็เป็นเรื่องที่ฝึกได้ค่ะ ถ้าพ่อแม่ใส่ใจ อย่างน้อย ก็เป็นการลดความเสี่ยง ในการติดเชื้อโรค ได้อีกมากเลย