วิธีการเลือก สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือเนอสเซอรี่ ต้องพิจารณาจากเรื่องอะไรบ้าง

6407
แบ่งปัน

สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือ เนอสเซอรี่ ถือเป็นอะไรที่จำเป็นมากๆ สำหรับ คุณพ่อ คุณแม่ ที่ทำงานประจำ และไม่มีญาติผู้ใหญ่ มาช่วยเลี้ยงลูกให้ ก็จำเป็นต้องหา Day Care มาช่วยดูแลลูกให้ เวลาที่ออกไปทำงาน ซึ่งในปัจจุบัน ก็มีเปิดกันอยู่มากมาย หลายพื้นที่ มีให้เลือกเต็มไปหมด บ้างก็ใช้บ้านทาวน์โฮม มาทำเป็นเนอสเซอรี่ บ้างก็ใช้อาคาร บ้างก็ใช้สถานที่ในโรงเรียนประถม พูดง่ายๆ ว่า มีตัวเลือกให้ผู้ปกครองได้เลือกกันเยอะ จนทำให้หลายคน รวมทั้งตัวแอดมินเองด้วย สับสน ไม่รู้จะเลือกที่ไหนดี จากประสบการณ์โดยตรง ที่ตอนนี้ เอาลูกเข้าเนอสเซอรี่ มา 2 แห่งแล้ว เนื่องจาก มีปัญหา และการดูแลที่ไม่ดีหลายๆ อย่าง ทำให้ต้องเปลี่ยนเนอสเซอรี่ จนมาอยู่ที่ใหม่ ก็ดูแลลูกเราดีในตอนแรก แต่หลังๆ มา เริ่มไม่ค่อยจะโอเคสักเท่าไหร่ มีผิดพลาดในหลายๆ จุด ด้วยประสบการณ์จริงๆ เหล่านี้ ทำให้แอดมิน เรียนรู้ได้หลายๆ อย่าง จึงอยากจะนำเอามาแบ่งปัน ให้กับคุณแม่ และว่าที่คุณแม่ทั้งหลาย ที่กำลังมองหา เนอสเซอรี่ ดีๆ สักแห่งนึง มาดูแลลูก ว่าต้องดูเรื่องไหน และมีอะไรบ้าง ที่ต้องใส่ใจให้มากๆ

การเลือก สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือเนอสเซอรี่ที่ดี ต้องดูจากอะไรบ้าง?

ที่จอดรถ อย่ามองว่า นี่เป็นเรื่องเล็ก ที่ไม่สำคัญนะคะ ลองคิดดูว่า ถ้าไม่มีที่จอดรถ แล้วเกิดมาส่งลูกคนเดียว ลูกก็ยังเล็ก จะทำยังไง นี่คือเรื่องที่ต้องคิดมาเป็นอันดับหนึ่งเลยนะคะ ที่จอดรถ ต้องมีมากพอสมควร ให้จอดได้ และที่สำคัญ เจ้าของเนอสเซอรี่ ต้องออกกฏที่เข้มงวด ในการจอดรถด้วย ว่าให้ผู้ปกครอง จอดเพื่อ รับ-ส่ง ลูกเท่านั้น จะมาจอด เพื่อรอรับ หรือรอส่งลูกไม่ได้ เพราะทำให้ผู้ปกครองคนอื่น เค้าไม่มีที่จอด

จากประสบการณ์ ที่เนอสแห่งใหม่นี้ มีที่จอดรถได้ประมาณ ครั้งละ 5 คัน เต็มที่ แต่แน่นมากๆ ที่แย่ก็คือ ทางเนอสเซอรี่ ไม่มีการออกกฏ หรือเข้มงวดกับผู้ปกครองเลยว่า อย่ามาจอด “รอ” รับลูก เพราะมันเป็นเหมือนกับการเอารถมาจอดแช่ ซึ่งกีดขวาง ทำให้ผู้ปกครองคนอื่น ไม่มีที่จอดรถ ถ้ามีผู้ปกครองทำแบบนี้ พร้อมกันหลายๆ คน ก็ไม่มีที่จอดพอดี ซึ่งมันเกิดขึ้นจริงๆ ค่ะ เจอมาแล้ว แย่มากๆ เลย

คุณแม่ต้องรู้  ลูกร้องไห้ไม่หยุด ทำอย่างไรดี โคลิคหรือเปล่าเนี่ย

วิธีการเลือก สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือเนอสเซอรี่ ต้องพิจารณาจากเรื่องอะไรบ้าง

จำนวนนักเรียน / ครู และครูพี่เลี้ยง ในแต่ละห้อง อัตราส่วน ต้องไม่แตกต่างกันมากเกินไป จนดูแลได้ไม่ทั่วถึง ที่เจอมา ตอนแรก ก็เหมาะสมดี คือ ห้องละ 8 – 9 คน ต่อ ครูพี่เลี้ยง 1 คน และครูผู้ช่วยอีก 1 คน แต่ในปัจจุบัน ดูเหมือนว่า จะมากกว่าที่เห็น คือ ประมาณ 10+ คน ทำให้การดูแลไม่ทั่วถึง ได้แต่ปริมาณ ไม่ได้คุณภาพ

การแยกห้อง ต้องแยกให้ชัดเจน เนอสเซอรี่ ที่ดี ต้องมีการแบ่งเด็กออกเป็นห้องๆ เช่น ห้องเด็กอ่อน 6 – 12 เดือน, ห้องเด็กเล็ก 1 – 2 ขวบ และ ห้องเด็กโต 2 – 3 ขวบ อะไรแบบนี้ และเมื่อแบ่งแล้ว ก็ไม่ควรให้เด็กมาอยู่รวมกัน ซึ่งตอนแรก ที่เนอสแห่งใหม่ แอดมิน ก็เห็นว่าเค้าแบ่งกันแบบนี้นะคะ แต่พอเอาเข้าจริงๆ แล้ว ทั้งก่อน และหลังเลิกเรียน ก็จะมีการเอาเด็กมาอยู่รวมกัน อันนี้ก็ไม่เข้าใจว่า เพื่ออะไร เพื่อประหยัด จำนวนครูหรือเปล่า? อันนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน จริงๆ แล้ว ในใจแอดมิน อยากให้อยู่เป็นห้องๆ ไปเลยจะดีกว่า แบ่งแยกกันไป ดีที่สุดค่ะ

อุปกรณ์ของเล่น และสถานที่ ต้องมีความสะอาด บางที่ ของเล่นเก่ามากๆ เหมือนของเล่นบริจาคเลย เป็นของเล่นที่พังๆ ไม่สมประกอบ ไม่มีของเล่นที่ประเทืองปัญญา หรือส่งเสริมพัฒนาการเด็กเลย อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีพวกตัวต่อบล็อก อะไรแบบนี้ แต่ที่แอดมินเจอ ที่เนอสแห่งเก่า มีแต่ของเล่นพังๆ แย่มากๆ เลยค่ะ

คุณแม่ต้องรู้  ข้อควรระวังในการใช้ ยาฆ่าเชื้อ ในเด็กเล็ก ระวังจะดื้อยาจนต้องนอน รพ.

นอกจากของเล่นแล้ว ก็จำเป็นต้องมาลานเด็กเล่น ที่มีของเล่นให้ฝึกทักษะ เหมือนพวกบ้านบอลอะไรแบบนี้ จำเป็นมากๆ ที่จะต้องมีนะคะ เพื่อให้เด็กได้ฝึกร่างกาย ได้ออกกำลังกาย

อัธยาศัยของครู อันนี้ก็สำคัญมากๆ ถ้าครู หรือครูพี่เลี้ยง เป็นคนที่พูดด้วยยาก พูดจาเหมือนมะนาวไม่มีน้ำ อัธยาศัยไม่ดี แบบนี้ก็อย่าให้ลูกไปเรียนที่นั่นเลยจะดีกว่าค่ะ เราไม่รู้ว่า คนแบบนี้ จะมีอารมณ์แปรปรวนอย่างไร คนเป็นครูเลี้ยงเด็กอ่อน ควรจะต้องพูดคุยด้วยได้ง่าย มีอัธยาศัยดี และใจดี ถึงจะโอเคค่ะ

คุณภาพของอาหาร อันนี้ ก็สำคัญเช่นเดียวกันค่ะ วันที่ไปดูเนอส ก่อนเอาลูกไปเข้าเรียน เราก็จะมีโอกาสได้เห็นอยู่แล้ว ว่าเด็กๆ เค้าทานอาหารแบบไหนกัน มีห้องครัวไหม แล้วห้องครัว สะอาดหรือไม่ แม่ครัวมีลักษณะอย่างไร ที่แอดมินเห็น ที่เนอสแห่งใหม่ ถือว่า เรื่องอาหารการกิน ผ่านค่ะ มีครัวที่ดูดีมากๆ ได้มาตรฐาน และอาหารก็โอเคค่ะ (ลองชิมมาแล้ว)

คุณภาพ และความสะอาดของ ที่นอน และห้องน้ำ อันนี้เราสามารถเข้าไปตรวจสอบดูได้ ฟูกที่นอน ต้องมีความสะอาด ผ้าปูที่นอนต้องใหม่ สะอาด เห็นได้ชัดเจนว่า ไม่เก่าเก็บ จนเห็นได้ชัด ฟูกที่นอน ก็ต้องใหม่ด้วย ไม่อย่างนั้น เด็กมีโอกาสจะเป็นภูมิแพ้จากฝุ่น และไรได้ ฟูกควรจะเป็นเบาะหนัง เพื่อป้องกันฝุ่น แล้วปูผ้าปูที่นอนทับ ถึงจะดีที่สุดค่ะ

การแจ้งเตือน เมื่อมีโรคระบาด อันนี้ เป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญมากๆ เช่นเดียวกัน ที่เนอสแห่งเก่า ไม่มีการแจ้งเตือน และไม่ใส่ใจเลย ถ้ายังจำกันได้ แอดมินเคยเอามาเล่นแล้วว่า น้องเนปจูน เคยเป็น โรคมือ เท้า ปาก ซึ่งติดมาจากที่โรงเรียนแน่นอน แต่ทางโรงเรียน ไม่ยอมรับ เมื่อเราแจ้งไป ก็เฉยๆ และยังปฏิเสธอีกว่า เด็กที่โรงเรียน ไม่มีใครเป็น ไม่เหมือนกับที่แห่งใหม่นี้ พอพบว่า มีเด็กเป็น โรคมือ เท้า ปาก ก็รีบแจ้งมาทางแอดมินทันที ให้หยุดเรียน และคอยสังเกตว่า ลูกเราติดหรือไม่ ซึ่งนับว่า เป็นเรื่องที่ดีมากๆ

คุณแม่ต้องรู้  วิธีแปรงฟันให้ลูก ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ขวบ ต้องทำอย่างไร?

สถานรับเลี้ยงเด็ก ที่ดี ต้องมีคุณสมบัติเหล่านี้ ให้ครบถ้วน มากกว่านี้ได้ แต่น้อยกว่านี้ไม่ได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ทำเลที่ตั้งของ เนอสเซอรี่ ต้องอยู่ในจุดที่ คุณพ่อ หรือ คุณแม่ สะดวก ในการเดินทางไปรับ-ส่ง ด้วย ซึ่งพอเอาเข้าจริงๆ แล้ว ตัวเลือกของ เนอสเซอรี่ ที่ดีๆ ได้มาตรฐาน ยังมีอยู่น้อยมากๆ จริงๆ ทั้งๆ ที่ ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว ถือว่าเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ดีมากๆ ค่ารับเลี้ยงเด็ก คนนึง อย่างน้อยๆ ก็เดือนละ 5,000 บาท ถ้าเด็กเล็ก 6 เดือน – 1 ขวบ ก็ 6 พันกว่าบาท ถ้าเด็ก 10 คน ก็เดือนละ 5 หมื่นกว่าบาทแล้ว กำไรแน่นอน ทุกวันนี้ ก็มีการเปิดเนอสเซอรี่ รับเลี้ยงเด็ก แบบ Day Care กันมากมาย แต่หาแบบที่มีคุณภาพจริงๆ ยากมากๆ เพราะส่วนใหญ่ มุ่งเน้นแต่ผลกำไร จ้างครูพี่เลี้ยง มาดูแลเอา ไม่ดี ก็จ้างคนใหม่ ทำให้คุณภาพตกต่ำลง เช่นเดียวกันกับที่ แอดมิน เจออยู่ตอนนี้ แรกๆ ก็ดี แต่พอมาหลังๆ ตอนนี้ รู้สึกว่า ไม่ค่อยจะโอเคสักเท่าไหร่แล้ว จากที่เคยจำกัดปริมาณของเด็กต่อห้อง ให้มีไม่เกิน 10 คน ตอนนี้ดูเหมือนจะมากกว่า 10 คนแล้ว ทำให้การดูแล ไม่ทั่วถึง และการทำกิจกรรมการเรียนรู้ เสริมทักษะ ก็เริ่มจะไม่ค่อยมีคุณภาพแล้ว รวมทั้งการดูแลเรื่องของสุขอนามัย ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยโอเค มีการมั่วเสื้อผ้าเด็ก และเอาผ้าห่มของลูกเรา ไปให้เด็กคนอื่น หนุนนอน แบบนี้ มันใช้ไม่ได้เลยจริงๆ ตอนนี้ แอดมิน ก็เลยอยู่ในระหว่าง การหาเนอสเซอรี่ แห่งใหม่ จะเสียดายก็แค่ ค่าแรกเข้านี่แหละ ประมาณ 2 พันกว่าบาท แต่ก็นะ ยังไงก็ต้องหาเตรียมเอาไว้ ถ้ายังเกิดเรื่องแบบนี้อีก ก็คงจะต้องเปลี่ยนแล้วล่ะคะ